ภาวะหัวใจวายในผู้ใหญ่ จะสังเกตได้จากอาการขาบวม หน้าบวมหอบเหนื่อย เหนื่อยง่าย แต่ภาวะหัวใจวายในเด็กอาจจะยังไม่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการ ดังนี้ภาวะหัวใจวายในผู้ใหญ่ จะสังเกตได้จากอาการขาบวม หน้าบวมหอบเหนื่อย เหนื่อยง่าย แต่ภาวะหัวใจวายในเด็กอาจจะยังไม่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการ ดังนี้

  • เลี้ยงไม่โต หมายความว่า สัดส่วนระหว่างส่วนสูง น้ำหนักตัว และอายุไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าต้องมีอะไรผิดปกติ
  • เมื่อกินนมต้องหยุดเป็นพัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูดนมแม่หรือนมจากขวด เด็กทั่วไปจะดูดรวดเดียวหรือพักครั้งเดียวจบ ไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่เด็กที่เป็นโรคหัวใจจะทำไม่ได้ ดูดได้พักเดียวต้องหยุดหอบ แล้วค่อยกลับไปดูดใหม่ กว่าจะอิ่มต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ตรงนี้สำคัญมากเพราะเป็นอาการที่พ่อแม่มักจะไม่ได้สังเกต และคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น หากเด็กดูดนมช้าหรือดูดแล้วหยุดเป็นพัก ๆต้องใช้เวลาในการให้นมแต่ละมื้อนานเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ก็ให้สงสัยไว้ก่อน
  • หายใจหอบถี่ หมายความว่าอาการแย่ลง เด็กแรกเกิดอาจหายใจ 40 ครั้งต่อนาที แต่เด็กที่หัวใจวายอาจหายใจเร็วถึง 60 ครั้งต่อนาที แม้ในขณะที่นอนหลับ 

     มักพบในกลุ่มที่มีเลือดรั่วจากซีกซ้ายของหัวใจไปยังด้านขวาและไปปอดมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จะมีอาการป่วยเรื้อรัง ผอม น้ำหนักน้อย มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูไม่เจริญเติบโต เหนื่อยหอบ เหงื่อออกมากแม้อากาศเย็น ดูดนมลำบาก รับประทานอาหารได้น้อย ต้องพักเหนื่อยระหว่างรับประทาน บางครั้งมีพัฒนาการช้า เนื่องจากป่วยหนัก สีผิวซีดเซียว และบางรายก็มีอาการบวมร่วมด้วย หรือป่วยเป็นปอดบวมบ่อยๆ ในช่วงระยะเวลาก่อนผ่าตัดการให้การดูแลสุขภาพทั่วไป ดังนี้

ด้านโภชนาการ ในเด็กที่เป็นโรคหัวใจและไม่มีอาการ ให้การดูแลเช่นเด็กปกติ ให้อาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในเด็กที่มีอาการหัวใจวาย มีอาการหอบบวมควรให้ลดอาหารเค็ม ให้น้ำพอสมควร

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าเด็กจะเป็นโรคหัวใจชนิดใดให้ได้เช่นเด็กปกติ แต่ควรเลือกช่วงเวลาที่เด็กสบายๆ ไม่มีการเจ็บป่วยหนักขณะนั้น

หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปที่แออัด เพื่อไม่ให้เด็กเป็นหวัดง่ายอันจะนำมาซึ่งโรคแทรกปอดอักเสบหรือปอดบวม

ผู้ปกครองต้องดูแลให้เด็กได้รับยาที่ถูกต้อง ได้แก่ ยากลุ่มเพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (ดีจิตาลิส) ยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดเลือดร่างกาย เป็นต้น

ต้องมีการดูแลสุขภาพฟัน พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน

เมื่อเด็กป่วยเป็นไขหวัดควรพบแพทย์โดยเร็ว เด็กกลุ่มนี้มักจะไอมีเสมหะมากซึ่งหากเป็นหลายๆ วันอาจมีการติดเชื้อในปอดเป็นโรคปอดบวมแทรกได้ เมื่อเด็กเริ่มป่วยจึงควรที่จะไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ

การออกกำลังกาย ต้องไม่หักโหม ไม่ควรเล่นกีฬาแข่งขัน เพราะเด็กจะหยุดไม่ได้เมื่อเหนื่อย

 

อาการที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนนัด

    เหนื่อย หายใจเร็ว หายใจไม่อิ่ม ดูดนมไม่ค่อยได้ บวม นอนราบไม่ได้ ไอมาก ปัสสาวะออกน้อย น้ำหนักตัวขึ้นมากกว่าปกติ

คำแนะนำ ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ชนิดเขียว

     เด็กกลุ่มนี้อาการเขียวอาจเป็นตั้งแต่แรกเกิดหรือค่อยๆ เป็นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาร้องไห้บางรายอาจมีอาการเขียวคล้ำ กวนมาก หายใจหอบลึก และอาจมีอาการตัวเกร็งเป็นลมหมดสติได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดในเด็กเล็กๆ ก่อนอายุ 2 ปีมักเป็นตอนเช้าๆ หรือหลังร้องไห้นานๆ เมื่อโตขึ้นเด็กกลุ่มนี้จะตัวเล็ก หอบ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกายหรือเดินนานๆ เด็กมักจะชอบนั่งยองๆ

การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว

ด้านโภชนาการ ในเด็กที่เป็นโรคหัวใจและไม่มีอาการ ให้การดูแลเช่นเด็กปกติ ให้อาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่เด็กที่เขียวควรให้อาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ เพื่อให้ร่างกายสร้างฮีโมโกลบินได้พอเพียงกับปริมาณของเม็ดเลือดแดง เพื่อป้องกันการเกิดอาการทางสมอง

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าเด็กจะเป็นโรคหัวใจชนิดใดให้ได้เช่นเด็กปกติ แต่ควรเลือกช่วงเวลาที่เด็กสบายๆ ไม่มีการเจ็บป่วยหนักขณะนั้น

การออกกำลังกาย ในกลุ่มเด็กที่ไม่มีอาการทำได้เช่นปกติ (ยกเว้นบางกรณี เช่น มีการเต้นผิดจังหวะของหัวใจบางชนิด หรือลิ้นหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ถึงแม้เด็กจะไม่มีอาการเมื่ออยู่เฉยๆ แต่อาจมีอาการมากมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เมื่อออกกำลังกาย ควรปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์ให้ชัดเจนว่าสามารถออกกำลังกายได้แค่ไหน เล่นกีฬาแข่งขันได้หรือไม่ ในกลุ่มเด็กที่มีอาการส่วนใหญ่เด็กมักจะจำกัดตัวเองอยู่แล้วก็ควรปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่ก็ต้องไม่ให้เด็กหักโหม

การป้องกันโรคแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อจากฟัน, ช่องปาก, ช่องหู ต้องดูแลสุขภาพฟันให้ดีรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการทำฟัน ในเด็กที่เขียวควรระวังอย่าให้เด็กเสียน้ำมากเวลามีอาการท้องเสียอาเจียน หากมีอาการตัวเกร็งเป็นลมหมดสติให้ดูแลเด็กก่อนพามาโรงพยาบาล ดังนี้ พยายามทำให้เด็กสงบหยุดร้องไห้ ชันเข่าเด็กงอชิดหน้าอกหรืออุ้มพาดบ่า และรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล

การรับประทานยา ดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

 

อาการที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนนัด

     อาการที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนวันนัด ได้แก่ เขียวมากขึ้น หายใจหอบลึกมากขึ้น ซึมเพลีย ตัวอ่อนปวกเปียก การรักษาขั้นต้นที่ผู้ปกครองสามารถกระทำได้ คือให้ปลอบ เด็กให้หยุดร้องไห้งอเข่าเด็กทั้ง 2 ข้างคู้เข้าชิดหน้าอกอาจจะอุ้มขึ้นแนบอก กรณีเป็นเด็กเล็ก ถ้าเป็นเด็กโตให้นอนตะแคงเข่าคู้ชินหน้าอกให้มากที่สุด ถ้าได้ผลผู้ป่วยจะหายใจดีขึ้นริมฝีปากเริ่มกลับมาเป็นเหมือนปกติก่อนเกิดอาการ ถ้าหากทำวิธีดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด เพื่อให้ออกซิเจนและยา และอาการอื่นๆ เช่น วูบหมดสติ ชักเกร็ง มีไข้ ปวดศีรษะ หมดสติ

คำแนะนำ ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หลังการตรวจสวนหัวใจ

1.ห้ามงอขาข้างที่มีแผลจากการใส่สายสวนหัวใจอย่างน้อย 6 ชั่วโมงแรก หากไม่พบความผิดปกติหรือมีภาวะเลือดออกซ้ำ หลังจากนั้นสามารถลุกนั่ง ยืน หรือเดินได้ตามปกติ
2.หากมีเลือดซึมไหลออกทางบาดแผล ให้ใช้มือกดเหนือปากแผลไว้ แล้วแจ้งแพทย์หรือพยาบาลเพื่อช่วยทำการกดห้ามเลือดให้
3.เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ สามารถให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารและเครื่องดื่มได้ตามปกติภายหลังการตรวจ
4.กรณีที่ผู้ป่วยได้รับการฉีดสารทึบรังสีขณะสวนหัวใจ หลังการตรวจควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับสารทึบรังสีออกจากร่างกาย
5.บาดแผลบริเวณที่ใส่สายสวนหัวใจจะเป็นรูเล็กๆ เมื่อกลับไปบ้านควรดูแลแผลให้สะอาด อย่าให้เปียกแฉะถ้าแผลสกปรกต้องเปลี่ยนผ้าปิดแผล เมื่อแผลแห้งก็สามารถแกะพลาสเตอร์ออกได้ หลังจากนั้นอาบน้ำและประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ โดยทั่วไปรูที่ผิวหนังจะปิดได้เองภายใน 3 – 5 วัน
6.หากมีไข้สูง บาดแผลมีการอักเสบ บวม แดง ให้รีบมาพบแพทย์

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตรวจ

1.มีก้อนนูน มีเลือดไหลซึม หรือเกิดรอยช้ำบริเวณบาดแผลที่ใส่สายสวน
2.แพ้สารทึบรังสีที่ใช้ตรวจ เช่น ผื่นแดงคัน หายใจขัด ความดันโลหิตตก
3.ชา หรือปวดบริเวณที่ใส่สายสวน
4.มีลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง และอวัยวะ อื่นๆ เช่น ปลายขา
5.มีเลือดคั่งในเยื่อหุ้มหัวใจ
6.ติดเชื้อในกระแสเลือด
7.หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ หยุดเต้นเฉียบพลัน

*******************************************************************************************

หากมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน
เพื่อตรวจรักษาอาการเบื้องต้น และสามารถมาตรวจกับแพทย์โรคหัวใจเจ้าของไข้ก่อนนัดได้

*******************************************************************************************

Go to top