Jan 19

ภาวะการติดเชื้อในเด็กโรคหัวใจ

 

     ปากเป็นช่องทางผ่านของอาหาร ในขณะเดียวกันก็เป็นที่ซุกซ่อน ฝังตัว ของเชื้อโรคหลายชนิด ที่สำคัญคือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า สเตร็บไตคอคไค เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักฝังตัวอยู่บริเวณซอกฟัน ช่องฟันที่ผุ และเยื่อบุในช่องปากทั่วๆ ไป เชื้อโรคในปากเหล่านี้อาจแทรกซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ เยื่อบุหัวใจ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดได้จาก การแปรงฟันที่ไม่ถูกวิธี การได้รับการถอนฟัน หรือการตัดต่อมทอนซิล เป็นต้น

     เมื่อเชื้อสเตร็บโตคอคไคนี้เข้าสู่กระแสโลหิตจะผ่านเข้าไปถึงหัวใจ ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจและมีความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณหัวใจ เช่น มีการไหลเวียนกระแทกของโลหิตผิดปกติ เกิดเป็นผนังหัวใจที่ขรุขระและเกิดปฏิกิริยาการจับตัวของเกร็ดเลือด โดยมีเชื้อสเตร็บโตคอคไคนี้ผสมเข้าไปด้วย ทำให้เกิดเป็นก้อนติดเชื้อบริเวณหัวใจขึ้นก้อนติดเชื้อนี้จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคที่สำคัญ โดยจะมีการกระจายของเชื้อสเตร็บโตคอคไคไปสู่อวัยวะอื่น ๆ เช่น ปอด ไต ม้าม สมอง และยังอาจทำให้ผนังหัวใจส่วนที่บางทะลุได้ ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมามากมาย นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาด้านภูมิต้านทานของร่างกายได้อีกด้วย

     ในเด็กเล็กที่ฟันยังไม่ขึ้น กระทำได้โดยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดบริเวณเหงือก เยื่อบุปาก ลิ้น ทุกวัน ในช่วงเช้าและก่อนนอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเยื่อขาว (ซางขาว) ซึ่งจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ นอกจากนั้ ภายหลังการดูดนมทุกครั้งควรให้เด็กดูดน้ำตามมากๆ ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือ นมที่ดูดจากขวด ในเด็กที่ฟันขึันแล้ว ผู้ปกครองควรทำความสะอาดช่องปากและฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีขนาดพอเหมาะ(ตามอายุเด็ก) ขนแปรงควรมีลักษณะอ่อนนุ่ม และควรเลือกใช้ยาสีฟันสำหรับเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากในเด็กเล็กขณะแปรงฟันมักชอบกลืนยาสีฟันเข้าไปด้วย ในยาสีฟันสำหรับผู้ใหญ่มักผสมฟลูออไรด์ในขนาดที่เกินความต้องการของเด็ก ถ้าเด็กกลืนยาสีฟันเข้าไปเป็นจำนวนมาก อาจเกิดภาวะพิษจากฟลูออไรด์ได้ นอกจากนี้ควรให้ดูดน้ำตามมากๆ ภายหลังการดูดนม ในกรณีที่เด็กดูดนมขวดควรรีบหย่าขวดนมโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการติดนมขวด โดยเฉพาะการดูดนมขวดก่อนนอน ซึ่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่กระจายของเชื้อในช่องปาก เนื่องจากเด็กมักดูดนมจนหลับคาขวดนม ทำให้ไม่สามารถดื่มน้ำตามภายหลังได้ ควรเปลี่ยนให้เด็กดื่มนมจากแก้ว และให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ ภายหลังการดื่มนม และบ้วนปากทุกครั้ง

โรคฝีสมอง Brain abcess

     โรคฝีสมอง คือ โรค/ภาวะติดเชื้อ (จากเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อรา) ในเนื้อสมองที่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทเนื่องจากเชื้อก่อโรคนั้นจะทำให้เนื้อสมองกลายเป็นฝี(Abscess) ในเนื้อสมอง ทำให้มีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้น จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ โรคฝีสมอง พบได้ไม่บ่อย ส่วนใหญ่แล้วพบบ่อยในวัยเด็กมากกว่าผู้ใหญ่

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดฝีสมอง ได้แก่
  • มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ
  • มีภาวะติดเชื้อเรื้อรังของเนื้อเยื้อ/อวัยวะในส่วนของศีรษะ เช่น หูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ เหงือกเป็นหนอง มีแผลติดเชื้อเรื้อรังที่หนังศีรษะ
  • เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบติดเชื้อ
  • เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว
  • มีการติดเชื้อในกระแสโลหิต
  • มีอุบัติเหตุที่สมอง
อาการผิดปกติที่พบบ่อยของฝีสมอง ได้แก่
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • มีไข้
  • แขนขาอ่อนแรง
  • ตาพร่ามัว
  • อาเจียน
  • ชัก

     อาการอื่น ๆ เช่น วิงเวียนศีรษะ เซ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งของฝีว่าอยู่ที่ส่วนใดของสมอง อาการผิดปกติของโรคที่เกิดร่วมกับฝีสมองหรือที่เป็นสาเหตุของฝีสมอง เช่น หนองไหลจากหูเมื่อเป็นโรคหูน้ำหนวก เป็นต้น

การรักษา

     ผู้ป่วยโรคฝีสมอง ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาเริ่มต้นด้วยการให้ยาต้านจุลชีพ เป็นระยะเวลา ประมาณ 3-6 สัปดาห์ หรือจนกระทั่งฝีทั้งหมดหายไป ซึ่งถ้าเป็นโรคไม่ตอบสนองต่อยา ก็จะพิจารณาการผ่าตัดสมองเพื่อนำก้อนฝีออก นอกจากนั้นคือ การรักษาที่สาเหตุ เช่น ถ้ามีโรคหูน้ำหนวก หรือโรคหัวใจ ก็ต้องรักษาโรคนั้น ๆ ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นฝีสมองซ้ำอีก หากไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาล่าช้า ผู้ป่วยมักเสียชีวิต แต่ถ้าได้รับการรักาาแต่เนิ่น ๆ ผลการรักษาส่วนใหญ่ได้ผลดี แต่อาจมีผลข้างเคียงทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ภายหลังการรักษาได้

 การดูแลตนเองที่บ้านเมื่อเป็นฝีสมอง

   ผู้ป่วยโรคฝีสมองจำเป็นต้องรักษาควบคุมโรคประจำตัว/ปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่ให้ดี ถ้ามีอาการผิดปกติทางสมองเช่น แขนขาอ่อนแรง ควรทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์ นักกายภาพบำบัด พยาบาล แนะนำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดไป ถ้าหากมีอาการชักต้องทานยากันชักต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำ ไม่ขาดยา ต้องรักษาสุขอนามัยพื้นฐานเสมอ เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ดี ช่วยลดโอกาสเกิดฝีสมองซ้ำ ควรพบแพทย์ตามนัดเสมอ และควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดไปจากเดิม หรือเมื่ออาการต่าง ๆ เลวลง เช่น ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น แขนขากลับมาอ่อนแรงอีก หรืออ่อนแรงมากขึ้น มีอาการชักบ่อยขึ้น

Read 415 times Last modified on Wednesday, 20 January 2016 10:55